สิงหาคม … ย้อนรอยการเสด็จฯ เยือนสวิตเซอร์แลนด์อย่างเป็นทางการของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2503 – ตอนจบ | August Focus: Recounting King Rama IX’s 1960 State Visit to Switzerland – Final Part

Posted by

“…ข้าพเจ้าจึงขอถือโอกาสนี้แจ้งให้ท่านทั้งหลายทราบโดยทั่วกัน และเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะมีความพอใจและยินดีที่ได้ทราบเช่นกัน ในวันที่ 15 กรกฎาคม ศกนี้ เราได้ออกเดินทางจากนครลอสแอนเจลิสโดยทางเครื่องบิน และไปถึงนครเจนีวาในวันที่ 15 เดือนเดียวกัน ขณะนี้เรากำลังพักอยู่โดยปลอดภัยที่คฤหาสน์ฟลองซาเลย์ ในตำบลปุยดูซ์ แชรปซ์ ใกล้ ๆ กับเมืองโลซาน แม้ว่าระยะทางอันไกลจะได้แยกพวกท่านและข้าพเจ้าก็ตาม ถึงกระนั้นเราก็มีความระลึกถึงพวกท่าน ทุกคนเสมอ เราหวังว่าพวกท่านทุกคนมีความสุขสบายดีโดยทั่วกัน…”

          พระราชดำรัสตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย หลังจากที่ทรงเสร็จสิ้นพระราชภารกิจเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 จากนั้นได้ประทับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จฯ ไปยังนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ ผ่านเมืองโลซานไปยังปุยดูซ์ (Puidoux) หมู่บ้านเล็ก ๆ  ไม่ห่างจากเมืองโลซาน อันเป็นที่ตั้งของ วิลลา ฟลองซาเลย์ (Villa Flonzaley) ที่ทรงเลือกเป็นที่ประทับในระหว่างพระราชกรณียกิจครั้งสำคัญ คือ การเสด็จฯ เยือน 13 ประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เพื่อเจริญพระราชไมตรี

          พระราชกรณียกิจอันหนักหน่วงและตรากตรำพระวรกายตลอด 6 เดือนนี้ ได้ทรงเลือกสวิตเซอร์แลนด์เป็นเสมือนศูนย์กลางการทรงงานในยุโรป อีกทั้งเป็นบ้านสำหรับพระราชโอรสธิดาทั้งสี่พระองค์ที่จะได้ประทับอยู่ระหว่างเสด็จฯ เยือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรปด้วย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตร มิได้ประทับ ณ โรงแรมหรูหรากลางเมืองใหญ่ หากแต่ทรงเลือกประทับอยู่ในแถบใกล้เมืองโลซานที่ทรงคุ้นเคย โดยประทับที่ วิลลา ฟลองซาเลย์ ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บนเนินสูงอันเขียวขจี มีทัศนียภาพอันสวยงาม แวดล้อมไปด้วยไร่องุ่นลาโวซ์ (Lavaux) เนินที่ลาดไล่ระดับลงไปจรดขอบทะเลสาบเลมอง (Lac Léman) ซึ่งเป็นเขตชายแดนสวิส-ฝรั่งเศส

          ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้บรรยายถึงบรรยากาศโดยรอบพระตำหนักฟลองซาเลย์ ตอนหนึ่งว่า

“…จากถนนใหญ่เลี้ยวซ้ายเข้าไป สักครู่ก็เห็นประตูเขียนไว้ว่า “Villa” ข้างหนึ่ง “Le Flonzaley” อีกข้างหนึ่ง ถนนจากหน้าประตูวิลลาคดเคี้ยวเข้าไปในแมกไม้ สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยผลไม้ที่ออกผลสะพรั่ง เชอร์รี แอปเปิ้ลลูกดกแทบแลไม่เห็นใบ แพร์ พลับ พรุน เลี้ยวไปตามความวกวนของถนนที่สูงขึ้น จนในที่สุดก็แลเห็นยอดหลังคาวิลลา ตัวตึกเป็นคฤหาสน์ใหญ่มากแบบเก่า มีหน้ามุขด้านหน้า…”

          การเสด็จฯ เยือนประเทศต่างๆ ในครั้งนั้น เริ่มจากการเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรก ตามด้วยเยอรมนี โปรตุเกส จากนั้นระหว่างวันที่ 29 – 31 สิงหาคม พ.ศ. 2503 จึงถือเป็นการเยือนสวิตเซอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการ โดยวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2503 เสด็จฯ ออกจากพระตำหนักฟลองซาเลย์ไปยังสถานีรถไฟปุยดูซ์ แชรปซ์ (Puidoux-Chexbres) สถานีรถไฟประจำหมู่บ้าน เพื่อประทับรถไฟพระที่นั่งซึ่งทางการสวิสจัดถวาย ประกอบด้วย 3 โบกี้ โดยคันแรกเป็นโบกี้ที่ประทับ คันที่สองสำหรับผู้โดยเสด็จและเจ้าหน้าที่ฝ่ายสวิส คันสุดท้ายเป็นโบกี้สัมภาระ เมื่อเสด็จฯ ถึงกรุงเบิร์น ฯพณฯ แมกซ์ เปอติปิแอร์ (Max Petitpierre) ประธานาธิบดีสวิสในสมัยนั้นพร้อมภริยา คอยรับเสด็จอยู่ที่ชานชาลา จากนั้นเสด็จฯ ไปยังที่ วิลลา โลห์น (Villa Lohn) คฤหาสน์ชานกรุงเบิร์นที่ทางการสวิสจัดถวายสำหรับเป็นที่ประทับระหว่างการเสด็จเยือน

ช่วงบ่ายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ รัฐสภาสวิสอย่างเป็นทางการ เมื่อขบวนรถม้าพระที่นั่งเคลื่อนมาตามถนน มีการยิงปืนใหญ่สลุตและลั่นระฆังตามโบสถ์ต่าง ๆ ประชาชนชาวสวิสเฝ้ารับเสด็จเนืองแน่นพร้อมปรบมือและโบกมือตลอดทางไปจนถึงปาเลส์ เฟเดราล (Palais Federal) แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติสวิส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตรวจกองทหารเกียรติยศบริเวณหน้าปาเลส์ เฟเดราล เมื่อเสร็จพิธีทางทหารแล้วประธานาธิบดีสวิส จึงกราบบังคมทูลเชิญเสด็จเข้าสู่ภายในปาเลส์ เฟเดราล จากนั้น ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับสมาชิกรัฐสภาสวิสก่อนจะเสด็จฯ เข้าสู่ห้องโถงใหญ่ พิธีเริ่มขึ้นโดยประธานาธิบดีสวิสกล่าวถวายการต้อนรับ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสตอบ จากนั้น พระราชทานชุดเครื่องเขียนถมทอง เป็นที่ระลึกแก่ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส แล้วจึงเสด็จฯ กลับที่ประทับ

ในช่วงค่ำ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ จากที่ประทับไปทรงร่วมงานเลี้ยงที่รัฐสภาสวิสจัดถวาย ณ โรงแรมแบล์วู ปาลาส

วันที่ 30 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรกิจการทหารที่กรุงเบิร์นและเมืองทูน (Thun) กระทั่งช่วงเย็นจึงเสด็จฯ กลับที่ประทับ ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ไปเมืองนอยน์เนก (Neuennegg) เพื่อทอดพระเนตรโรงงานทำโอวัลตินในช่วงเช้า หลังจากที่เสวยพระกระยาหารกลางวันที่เมืองโมราต์ (Morat) แล้วจึงเสด็จฯ กลับกรุงเบิร์นเพื่อทรงเยี่ยมชมงานจัดแสดงสินค้าไทยในห้างสรรพสินค้าใหญ่ จากนั้น ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรกิจการสถานเลี้ยงเด็กของกรุงเบิร์น และเสด็จฯ กลับที่ประทับ

ในช่วงค่ำ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำตอบแก่สมาชิกรัฐสภาสวิส และคู่สมรส ณ โรงแรมแบล์วู ปาลาส

วันที่ 31 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมโรงงานผลิตนาฬิกาโอเมกาที่เมืองเบียนน์ (Bienne) ทอดพระเนตรกิจการด้านต่าง ๆ ของโรงงาน จากนั้นเสด็จฯ ไปเมืองวินไกรส์ (Windgreis) เพื่อเสวยพระกระยาหารกลางวัน ณ ร้านแองเกลแบร์ก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบนอยชาเตล (Lac de Neuchâtel) ระหว่างเสวย ทางการสวิสได้จัดระบำและเพลงพื้นเมืองถวายให้ทอดพระเนตร เมื่อเสวยเสร็จเสด็จฯ กลับโดยประทับเรือข้ามทะเลสาบ จากนั้นประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับที่ประทับ

ในช่วงเย็น ประธานาธิบดีสวิสและภริยาได้เดินทางมาที่ประทับและตามไปส่งเสด็จทั้งสองพระองค์ที่สถานีรถไฟเพื่อเสด็จฯ กลับยังเมืองปุยดูซ์ มีกองทหารเกียรติยศตั้งแถวคอยรับเสด็จ มีแตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติสวิส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตรวจกองทหารเกียรติยศแล้ว ประธานาธิบดีสวิสจึงกราบถวายบังคมลา รถไฟพระที่นั่งไปถึงสถานีปุยดูซ์ แชรปซ์ เวลา 18.57 น. จากนั้น ทั้งสองพระองค์จึงเสด็จฯ กลับ วิลลา ฟลองซาเลต์ เป็นอันเสร็จสิ้นการเสด็จเยือนสวิตเซอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯ เยือนประเทศเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลี นครรัฐวาติกัน เบลเยียม ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และสเปนเป็นประเทศสุดท้าย เมื่อเสร็จพระราชกรณียกิจ ทั้งสองพระองค์ได้ประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ต่ออีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ นอกจากการพักผ่อนส่วนพระองค์แล้ว เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ยังได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมสภากาชาดสากล ณ นครเจนีวา และวันที่ 1 ธันวาคม เสด็จฯ เยือนเมืองโลซานอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2504 จึงได้เสด็จนิวัติพระนคร

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรพร้อมครอบครัวราชสกุลมหิดล ทรงเคยประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ เมื่อต้องเสด็จฯ มาทรงประกอบพระราชกรณียกิจในยุโรป ก็ทรงเลือกสวิตเซอร์แลนด์ที่ทรงคุ้นเคย นับได้ว่าเป็นสถานที่ที่ทรงผูกพันอย่างปฏิเสธมิได้ ดังที่ได้ทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนชาวต่างชาติ ณ วิลลา ฟลองซาเลย์ ตอนหนึ่งว่า

“…On connaît bien Lac Léman… “ 

“….เรารู้จักทะเลสาบเลมองเป็นอย่างดี…”

ประโยคที่สื่อถึงทะเลสาบเลมอง ที่ทรงคุ้นเคยและผูกพันเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ที่เคยประทับและทรงศึกษาในสวิตซอร์แลนด์เกือบสองทศวรรษ แม้แต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงก็ทรงบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไว้ เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในครั้งนั้นว่า

“..ยังจำสมัยนั้นได้ดีว่า ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมประเทศไหนเสร็จกลับมาสวิส พอเห็นสนามบินเจนีวาเข้า ข้าพเจ้าเป็นต้องรู้สึกดีใจเป็นที่สุด คล้ายกับว่างานสำคัญอีกงานหนึ่งสำเร็จลุล่วงไปอีกแล้ว…”

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับประเทศไทยจึงมิใช่เพียงพันธมิตรทางด้านการทูตเท่านั้น หากแต่ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ยังมีเรื่องราวที่ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทยในช่วงสองรัชกาลที่ผ่านมา นับตั้งแต่ครอบครัวราชสกุลมหิดลได้มาอาศัยอยู่ ณ เมืองโลซานเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2469 สวิตเซอร์แลนด์ จึงเป็นทั้งที่ประทับและทรงศึกษาของพระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ถึงสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมถึงเรื่องราวอันน่าประทับใจเกี่ยวกับครอบครัวราชสกุลครอบครัวเล็ก ๆ  ที่ได้ดำเนินมาอย่างเรียบง่าย งดงาม ควรค่าแก่ความทรงจำอย่างหาที่สุดมิได้

*****************

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ เรียบเรียง

-Unofficial translation-

“… I wish to take this opportunity to inform all of you, and I believe you will be pleased and welcomed to know, that on 15 July 1960 the Queen and I departed from Los Angeles and arrived in Geneva on that same day. We are currently staying at Villa Flonzaley near Lausanne. Although the distance between you and us are very far but we always think of you. We hope that you all are doing well…”

The above was an excerpt from the announcement made by King Rama IX of Thailand to his people following the completion of his trip to the United States of America between 14 June – 14 July 1960. After the trip to the US, Their Majesties King Rama IX and Queen Sirikit flew to Geneva, Switzerland, and spent their next 6 months at Villa Flonzaley in Puidoux, a small village near Lausanne, which would be the base for their State Visits to 13 European countries.

During this 6-month period, Their Majesties regarded Switzerland not only as a temporary base but also as a holiday accommodation for their 4 children, who also accompanied them in this long journey. King Rama IX did not choose to stay in a luxury hotel in the city but to be near Lausanne, where he was familiar with. Villa Flonzaley was located in a small village on a lush green hill surrounded by the beautiful Lavaux vineyards and overlooking Lac Léman, which was the border between Switzerland and France.

Thanpuying. Pungjit Subhamitra, the Lady-in-Waiting of Her Majesty Queen Sirikit, who was among Their Majesties’entourage on this visit to Europe, described the atmosphere around the Villa:

-Unofficial translation-

“… From the main road, take a left turn, one would see a gate. On the plaque at one side of the gate, appeared the word “Villa” and “Le Flonzaley” on the other. The long winding road ran from the gate into the property, climbing up the hill. Both sides of the road were grass fields and orchards of cherries, apples, pears, and prunes. The Villa sat at the top of the hill. It was a very large old-style building. …”

Their Majesties’ State Visits in Europe then began with the United Kingdom, followed by Germany and Portugal. The State Visit to Switzerland did not take place until 29 – 31 August 1960. On 29 August 1960, Their Majesties took a train, arranged by the Swiss Government, from Puidoux-Chexbres Station to Bern. The train had 3 bogeys. The King and Queen were in the first bogey. The second bogey was for the royal entourage and Swiss officials, and the last bogey was used for luggages. Upon arrival in Bern, His Excellency Mr. Max Petitpierre, the Swiss President, and his wife awaited on the platform of the main train station to greet and welcome the royal couple. Their Majesties were then taken to Villa Lohn, their accommodation in Bern.

In the afternoon of the same day, King Rama IX and Queen Sirikit paid a visit to the Swiss Parliament. As the horse carriage carrying the Thai King and Queen moved along the street, gun salutes and church bell ringing could be heard all around. Thousands of Swiss people lined the streets to witness the moment and applauded the royal couple all the way to the Federal Palace (Palais Federal). The Swiss military band then played the Thai royal anthem and the Swiss national anthem. King Rama IX reviewed the military guard of honour in front of the Palace. The Swiss President then led the King and Queen inside to meet with members of the Swiss Parliament. Inside the hall, the Swiss President gave a welcome speech. The Thai King delivered a speech and presented the President with a gift of Thai traditional golden nielloware before returning to Villa Lohn.

In the evening, the Swiss Parliament hosted a banquet in honour of Their Majesties the King and Queen at Hotel Bellevue Palace.

On the following day, 30 August 1960, King Rama IX visited military establishments in Bern and Thun. Queen Sirikit had a separate programme, where she travelled to Neuennegg to see the factory of Ovomaltine in the morning and had lunch in Morat (Murten). In the afternoon, the Queen visited Thai Expo in a department store and an orphanage in Bern before returning to Villa Lohn.

In the evening, the King and Queen hosted a dinner for members of the Swiss Parliament at Hotel Bellevue Palace.

On 31 August 1960, King Rama IX and Queen Sirikit paid a visit to the OMEGA watch factory in Bienne (Biel) and after that lunched at Engelberg Restaurant in Windgreis on Lac de Neuchâtel. During the lunch, the Swiss Government organised a traditional dance performance for them. Their Majesties then crossed the lake by boat and continued by car back to Bern.

In the evening, the Swiss President and spouse accompanied Their Majesties from Villa Lohn to the train station for the King and Queen’s departure for Puidoux. At the station, the Swiss Government arranged a full military guard of honour. The Swiss band played the Thai royal anthem and Swiss national anthem, then the King reviewed the military guard of honour before departing on the train from Bern, which arrived in Puidoux at 18.57 hrs., concluding the State Visit to Switzerland. 

To follow the State Visit to Switzerland, the King and Queen of Thailand visited Denmark, Norway, Sweden, Italy, the Vatican, Belgium, France, Luxembourg, the Netherlands, and, finally, Spain. The royal family stayed in Switzerland for a further period of time. They also visited the International Committee of the Red Cross in Geneva on 28 November 1960 and the city of Lausanne on 1 December 1960 before departing for Thailand on 18 January 1961.

King Rama IX spent nearly 2 decades in Switzerland with his mother, sister and brother. During his State Visit to Europe, he also chose Switzerland as the base. It is therefore evident that Switzerland truly had a special place in the heart of King Rama IX. The King himself also gave an interview to foreign media at Villa Flonzaley that:

“…On connaît bien Lac Léman… “ 

“….I know Lac Léman very well…”

This reflected the fondness King Rama IX had for Switzerland as a place where he lived and studied for nearly 20 years. Queen Sirikit also has great memories of Switzerland when she accompanied the King to Switzerland during the European tour, she noted that :

-Unofficial translation-

“… I still remember those days. Every time we returned from another country and I saw the Geneva Airport, I felt so happy and relieved to have accomplished another significant mission …”

The relationship between Thailand and Switzerland is indeed not limited just within diplomatic sphere. This small country located in the centre of Europe also carries an important part of Thailand’s history, beginning from the time that the Mahidol family moved to Lausanne for the first time in 1923 all the way through the reigns of King Rama VIII and King Rama IX, both of whom once lived and studied in Switzerland. The impressive stories of this small royal family, who lived a simple but meaningful life in Switzerland, are invaluable and would be remembered and cherished for years to come. 

*********************

Supoj Lokunsombat

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ
– อุปนายก สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ  เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
– จบการศึกษาจาก Centre International de Glion, Montreux Switzerland
– ทำงานสายการบินสวิส (Swissair) เป็นเวลา 14 ปี ก่อนจะลาออกมาเป็นนักเขียนอิสระ ด้านสารคดีท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับทำกิจการกับทางบ้าน
– ผู้บรรยายพิเศษตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 ในสวิตเซอร์แลนด์ และเส้นทางตามรอยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ในฝรั่งเศส ให้กับทัวร์เอื้องหลวง บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน)
– นักสะสมหนังสือเจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) จากทั่วโลก และเป็นผู้ริเริ่มโครงการเจ้าชายน้อยภาษาถิ่นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อแจกจ่ายแก่เด็ก ๆ และสถาบันการศึกษาตามภาคต่าง ๆ

Supoj Lokunsombat is currently the Vice President of the Swiss Students Alumni Association under the Royal Patronage of H.R.H. Princess Galyani Vadhana. He graduated from Centre International de Glion, Montreux, Switzerland and worked with SwissAir for 14 years before becoming a freelance writer of tourism documentaries and concurrently running his family business. He was a guest informant for the “Following the Footsteps of King Rama IX” and “The Diary of Kosa Pan” Special Tours by Thai Airways. He is also a collector of the book “Le Petit Prince” from around the world and initiated the translation of the book into Thai dialects so as to be able to distribute to children and schools throughout the country.


ทัศนะนักการทูต | From Diplomatic Viewpoints


บทความอื่น ๆ | Other Posts


Leave a Reply