ชีวิตบนสังเวียนผ้าใบ … ในสวิตเซอร์แลนด์ ของณัฐพงศ์ เลิศปรีชาสกุล (ตอนจบ)

Posted by

ขึ้นชกเดี่ยวบนสังเวียนสวิส …

ณัฐพงศ์เริ่มหาสถานที่ พร้อมกับความช่วยเหลือจากครอบครัว จึงเป็นที่มาของค่ายมวยที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นค่ายมวยไทยที่ตั้งโดยคนไทยแห่งแรกในสวิตเซอร์แลนด์ “ถ้าพูดถึงมวยไทยคนแรกในสวิตเซอร์แลนด์ ก็ต้องเป็นผม” ณัฐพงศ์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ  

“ตอนนั้นถือว่าเป็นที่รู้จักพอสมควร มีลูกศิษย์ประมาณปีละ 200-300 คน ผมแบ่งการสอนเป็น 30-40 คน ต่อรอบ วันละสองรอบ ผมสอนเองทั้งหมดตั้งแต่การออกหมัดมวยไปจนถึงการไหว้ครู อาจมีนักเรียนที่พอเป็นมวยช่วยสอนบ้าง ใช้ภาษาเยอรมันในการสื่อสาร ซึ่งผมไม่ได้ถนัดมาก แต่เน้นสื่อสารด้วยภาษามวยนี่แหละ สำคัญที่สุด” ณัฐพงศ์กล่าวอธิบายการสอนโดยสังเขป

ภาพวันแรกของการเปิดค่าย Natthapong Gym ที่ตั้งอยู่ ณ สถานที่ปัจจุบัน

ได้เวลาประกาศศักดา …

“ตอนนั้นปี 2549 เห็นคนสวิสจัดการแข่งขันกีฬามวย เลยรู้สึกว่าเราน่าจะจัดบ้าง พอดีกับมีเพื่อน  ชาวสวิสมาชวนจัดการแข่งขันมวยไทย ก็เลยตกลงปลงใจจัดเลย” และเป็นที่มาของการจัดการแข่งขันมวยไทยของณัฐพงศ์ในชื่อ Muay Thai Super Fight ที่กลายเป็นรายการแข่งขันมวยไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่เฉพาะ แต่ในนครซูริก แต่รวมถึงทั่วประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาเป็นเวลา 14 ปี  

โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การจัดการแข่งขัน Muay Thai Super Fight ครั้งที่ 1

“ถือว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่การจัดการแข่งขันครั้งแรก ช่วงนั้นคนสวิสจะจัดการแข่งขันตาม สไตล์ฝรั่ง แต่ผมจัดสไตล์ไทยแท้เลย เริ่มตั้งแต่นักมวยเดินขึ้นเวที มีธงชาตินำหน้า สวมมงคลไหว้ครู และยังมีปี่มีกลองอีก แถมมีขายอาหารไทยอีก ผู้ชมเลยประทับใจ จัดครั้งแรกมีคนดูประมาณ 500 คน”

จำนวนผู้ชมในสนามที่เรียกได้ว่าล้นหลามทุกครั้ง

ความสำเร็จได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลา 14 ครั้ง “คนดูแน่นทุกครั้ง แถมยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถามว่าครั้งไหนเยอะสุดก็น่าจะเป็นครั้งที่ 6 ที่มีคนดูเกิน 500 คนในสนาม ไม่รวมกับคนที่รอคิวอยู่ข้างนอกอีกร่วม 200 คน แถมมีสื่อมวลชนมาทำข่าวอีก เป็นการประกาศศักดามวยไทยให้เป็นที่รู้จักในสวิตเซอร์แลนด์จริง ๆ” น้ำเสียงของณัฐพงศ์แฝงไปด้วยความปลาบปลื้มใจถึงความสำเร็จในการจัดงานที่ผ่านมา

ก้าวต่อไป กับการประชาสัมพันธ์มวยไทย …

นอกเหนือจากการดำเนินกิจการแล้ว อีกมิติที่ณัฐพงศ์ให้ความสำคัญ คือ การประชาสัมพันธ์ศิลปะการต่อสู้ของไทยนี้ “ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยในสวิตฯ ที่ดำเนินการโดยคนไทย 3 ค่าย มีของผม 1 ค่าย อยู่ที่ซูริก และอีกสองค่ายอยู่ที่เมือง Thun และเจนีวา พวกเราก็มีการพูดคุยกันตลอดว่าจะช่วยประชาสัมพันธ์มวยไทยกันยังไงดี เอาง่าย ๆ อย่างเวลาเราจัดแข่งมวยไทยเราก็ใช้กรรมการคนไทยตลอด คือ จะทำอย่างเต็มที่เพื่ออนุรักษ์ความเป็นมวยไทยแท้ ๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ให้ได้มากที่สุด”  

ณัฐพงศ์ยอมรับว่ามีปัจจัยอีกสองสิ่งที่ช่วยทำให้มวยไทยเป็นที่นิยมในสวิตเซอร์แลนด์ “สื่อมวชนสวิส และนักมวยไทยอย่างบัวขาว (บัญชาเมฆ) กับแสนชัย (พี.เค.แสนชัยยิม) ซึ่งผู้ที่อยู่ในแวดวงมวยสวิสรู้จักเป็นอย่างดึ แต่สิ่งที่ทำให้มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ที่น่าสนใจกว่าประเภทอื่น เพราะพื้นฐานการต่อสู้มวยไทย คือ การที่เราสามารถใช้อวัยวะทุกส่วนของร่ายกายเป็นอาวุธได้ เลยสามารถนำไปใช้ในการต่อสู้ได้ทุกรูปแบบ”

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความท้าทายในการเผยแพร่มวยไทยในดินแดนแห่งนี้ “ผมมองว่า เรายังต้องมีการรวมตัวกันประชาสัมพันธ์มากกว่านี้ ไม่รวมถึงการที่ศิลปะมวยไทยในสวิตเซอร์แลนด์มีการประยุกต์ให้คล้ายคลึงกับศิลปะการต่อสู้แขนงอื่นๆ” ถึงจุดนี้ ณัฐพงศ์แอบกระซิบว่า “คนชกมวยไทยที่นี่เขากลัวศอกกัน  ไม่ยอมใช้ศอก เพราะมันเหมือนใบมีด กลัวหน้าแตกกัน กลัวเสียหล่อ” ณัฐพงศ์อธิบายพลางหัวเราะพร้อมกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นว่า “แต่ถ้าใครจะชกในรายการผมหรือค่ายผม ก็ต้องชกมวยไทยขนานแท้เท่านั้น”

จุดสูงสุดยิ่งกว่าเข็มขัดแชมป์ …

แม้ณัฐพงศ์จะเคยผิดหวังกับการก้าวสู่จุดสูงสุดในฐานะนักมวย ทั้งพลาดเข็มขัดแชมป์ และโอกาสไปแสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่สิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจที่สุดของณัฐพงศ์ คือ การได้รับรางวัลผู้เผยแพร่ศิลปะมวยไทยดีเด่นในต่างแดน ประจำปี 2559 ของการกีฬาแห่งประเทศไทย  

“เขาจัดมาเป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูบุคคลในวงการมวยไทย ซึ่งผมได้รับการเสนอชื่อโดยคุณขาวผ่อง (สิทธิชูชัย) โดยพิจารณาจากการเผยแพร่มวยไทยในต่างประเทศมาเป็นเวลาพอสมควร มีผลงานการจัดการแข่งขันและแสดงโชว์ จนเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง ซึ่งผมได้รับเลือก ต้องถือว่าโชคดีที่ผมพอเป็นที่รู้จักบ้างจากผู้คนในแวดวงมวย เซียนมวย และพี่ ๆ นักข่าว ที่ได้ช่วยประชาสัมพันธ์สิ่งที่ผมทำในสวิตเซอร์แลนด์มาโดยตลอด เป็นความภาคภูมิใจที่สุดของผมที่ไม่คิดว่าจะได้รับ จากนักมวยธรรมดาคนหนึ่ง จนได้มารับรางวัลระดับชาติ ภูมิใจยิ่งกว่าไปต่อยได้แชมป์มวยไทยในยุโรป เพราะมันคือรางวัลของคนไทย และทำให้คนไทยได้รู้จักถึงสิ่งที่เราสร้างชื่อเสียงให้กับมวยไทยในต่างแดนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา” ณัฐพงศ์กล่าวถึงช่วงเวลาแห่งเกียรติยศด้วยแววตาอันเป็นประกาย  

ภาพแห่งความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของณัฐพงศ์

“ขอบพระคุณมากครับกับวิชามวยไทยที่ทำให้ผมมีชีวิตที่ดีทุกวันนี้ ขอบคุณครูมวยทุกท่านที่สั่งสอนผมมา ขอบคุณน้าสาวที่ให้โอกาสผมไปใช้ชีวิตในต่างแดน ขอบคุณคณะกรรมการที่เห็นความสามารถของผม ในวันนี้” คือคำกล่าวสั้น ๆ ของณัฐพงศ์บนเวทีในค่ำคืนที่ได้รับรางวัลนั้น  

โควิด-19 กับมวยไทย …

ณัฐพงศ์เห็นว่า ถ้าไม่มีโควิด-19 แวดวงมวยไทยในสวิตเซอร์แลนด์คงจะคึกคักกว่านี้ คงจะมีการจัดการแข่งขันมวยไทยตามเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศแทบทุกเดือน แต่ณัฐพงศ์ก็ยังไม่ท้อถอย พร้อมจะสู้ต่อไปเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น “ถ้าหมดโควิด อะไร ๆ ก็คงดีขึ้น คนสวิสก็คงกลับมาเรียนมวยไทยกันเหมือนเดิม มันไม่ใช่แค่การต่อสู้ การแข่งขัน หรือการป้องกันตัว แต่มวยไทยเป็นการออกกำลังกายด้วย ตอนนี้ก็ได้รับการสอบถามว่าจะกลับมาเปิดสอนเมื่อไหร่ ก็คงต้องเป็นไปตามมาตรการของทางการสวิส แต่เชื่อว่า หากสถานการณ์ดีขึ้น ก็คงมีคนกลับมาเรียนเหมือนเดิม”

สิ่งสุดท้ายที่ขอฝากไว้ …..

ณัฐพงศ์เลิกชกมวยบนเวทีเป็นการถาวรมาตั้งแต่ปี 2541 ทุกวันนี้อาจตระเวนชกรายการสาธิตอยู่บ้าง  เพื่อประชาสัมพันธ์มวยไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งรวมถึงที่งานเทศกาลไทยที่จัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์นเป็นประจำแทบทุกปี นอกจากนี้ ณัฐพงศ์ยังมีบุตรชายสองคนที่พร้อมจะสืบสานเจตนารมณ์การเผยแพร่ศาสตร์มวยไทยในสวิตเซอร์แลนด์ต่อไป

ท้ายสุดนี้ ณัฐพงศ์ขอฝากไว้ว่า “อยากให้ทุกท่านรักมวยไทย ใครมีลูกหลานก็อยากชวนไปเรียนมวยไทย ทั้งเป็นการออกกำลังกาย หรือการป้องกันตัว และขออย่าลืมว่า ภายใต้อัตลักษณ์ความเป็นไทยประเภทต่าง ๆ ยังมีมวยไทยอีกแขนงหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาโดยตลอด จึงอยากให้ช่วยกันสนับสนุน ช่วยกันอนุรักษ์ ส่วนตัวผมก็จะทำหน้าที่เผยแพร่มวยไทยไปตลอด และจะทำให้แวดวงหมัดมวยไทยในสวิตเซอร์แลนด์ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ”

น้ำเสียงของณัฐพงศ์เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจกับการทำหน้าที่นี้ ขณะที่สายตาอันเด็ดเดี่ยวได้มองไปยังเวทีมวย กระสอบทราย และนวมที่เรียงรายในค่ายมวยที่เขาสร้างมากับมือจนเป็นที่ประจักษ์ในสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นผลลัพธ์จากการต่อสู้บนเวทีชีวิตที่ใช้พลังไม่น้อยไปกว่าการต่อสู้บนเวทีผ้าใบเลยทีเดียว

**************

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
เอกภัทร เปรมโยธิน
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น


เรื่องอื่น ๆ จากเรื่องเล่าจากคนไทยในสวิตฯ | More from Thai Stories in Switzerland


อ่านเรื่องอื่น ๆ | Read more

Leave a Reply