แลหลังความสัมพันธ์ 90 ปี : มุมมองของอดีตทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์ (ตอนที่ 1)

Posted by

ปี พ.ศ. 2564 นี้ถือว่าครบรอบ 90 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการลงนามย่อสนธิสัญญาไมตรีและการค้าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2474 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในหลวงรัชกาลที่ 7) สนธิสัญญาดังกล่าวนี้ถือกำเนิดขึ้น 34 ปีภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในหลวงรัชกาลที่ 5) เสด็จประพาสสวิตเซอร์แลนด์ หรือ 91 ปีนับตั้งแต่นักธุรกิจสิ่งทอจากมลรัฐ Glarus เดินทางมาแสวงหาตลาดการค้าสิ่งทอในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ถอยหลังกลับไปถึง 250 ปีนับจากวันที่กลุ่มนักบวชสอนศาสนานิกายโรมันคาทอลิกจากรัฐ Fribourg ได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในประเทศไทย

การติดต่อเชื่อมโยงกันระหว่างทั้งสองประเทศมีการพัฒนาอย่างมีทิศทางและต่อเนื่องดังปรากฏตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างละเอียดในหนังสือ Siam-Swiss Centenary (พ.ศ. 2540) และด้วยเหตุที่ความสัมพันธ์ไทย-สวิตเซอร์แลนด์ เกิดขึ้นบนรากฐานที่มั่นคงและสืบสานกันอย่างยาวนานนี้เอง ในปัจจุบันประเทศทั้งสองจึงมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิด มีทิศทางที่ชัดเจน และเป็นโอกาสดีที่จะจับมือกันเดินหน้าเข้าสู่กระแสโลกยุคดิจิทัลหรือยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ เก้าทศวรรษแห่งสายใยทางการทูตระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์นับว่าเป็นวาระอันมงคลยิ่งที่จะร่วมรำลึกถึงความทรงจำอันยาวนานและทรงคุณค่า เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศทั้งสองก้าวไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทันต่อสถานการณ์ และนำไปสู่ความผาสุกและมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ

ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – สวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยมิติที่หลากหลาย ประชาชนชาวไทยมีความรู้สึกผูกพัน ด้านจิตใจกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ไทยที่ปรากฏ ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสวิตเซอร์แลนด์อย่างเป็นทางการเมื่อ 124 ปีที่แล้วหรือ 17 ปีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นับว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์และประมุขประเทศพระองค์แรกจากภูมิภาคเอเชียที่เสด็จประพาสทวีปยุโรปและสวิตเซอร์แลนด์ อันก่อให้เกิดเครือข่ายพันธมิตรกับประเทศมหาอำนาจ และสร้างดุลอำนาจให้กับไทยในยุโรป วิสัยทัศน์ดังกล่าวได้ส่งผลเกื้อหนุนให้ประเทศไทยสามารถธำรงรักษาเอกราชอธิปไตยมาตราบเท่าทุกวันนี้

ในช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประทับที่สวิตเซอร์แลนด์ ในหลวงรัชกาลที่ 6 องค์รัชทายาทในขณะนั้นได้เสด็จฯ ด้วย โดยทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ เยือนกรุงเบิร์น อินเทอร์ลาเคิน ลูเซิร์น โลซานและเจนีวา ทรงมีโอกาสทอดพระเนตรถึงความสามารถและการพัฒนาของสวิตเซอร์แลนด์ในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานอันมีระบบรถไฟที่โดดเด่นที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนั้น มีแผนการก่อสร้างรางรถไฟขึ้นไปให้ถึงไหล่เขาที่สูงสุดในยุโรป Jungfraujoch ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความสวยงามของภูมิทัศน์ ในระดับความสูง 3,463 เมตร จากระดับน้ำทะเล แต่ระหว่างเสด็จฯ มีการก่อสร้างได้เพียงครึ่งทางถึงเมือง Kleine Scheidegg สูง 1,928 เมตรจากระดับน้ำทะเล หรือเท่ากับยอดดอยเชียงดาวเท่านั้น

หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ประชาชนชาวไทยรู้สึกมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็เนื่องจาก เป็นประเทศที่ในหลวงรัชกาลที่ 8 และในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยประทับอยู่ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นระยะเวลานับสิบปี จนกระทั่งพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ตามลำดับ โดยถือได้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 8 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่สองที่ได้ขึ้นครองราชย์ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ภายหลังจากทรงสำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยโลซาน ก็ได้เสด็จนิวัติประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2494 และเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 70 ปีกว่า นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน ได้เคยเสด็จเยือนสวิตเซอร์แลนด์ในหลายโอกาส และด้วยพระปรีชาสามารถในด้านการบิน ได้ทรงทำการบินในลักษณะ Operational Stop และแวะลงจอดเครื่องบิน ณ ท่าอากาศยานของเมืองต่าง ๆ หลายแห่งในสวิตเซอร์แลนด์ ในขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ก็เสด็จฯ เพื่อประกอบพระกรณียกิจร่วมกับภาครัฐ และภาคเอกชนสวิส เพื่อประโยชน์และความร่วมมือระหว่างไทย-สวิตเซอร์แลนด์อย่างต่อเนื่องโดยตลอด

ด้วยความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยที่มีต่อประเทศสวิตเซอร์แลนด์และในโอกาสที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อ พ.ศ. 2549 กอปรกับปีดังกล่าว ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – สวิตเซอร์แลนด์ครบรอบเจ็ดทศวรรษครึ่ง สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์นจึงได้จัดทำบัตรภาพตราไปรษณียากรไทย – สวิตเซอร์แลนด์ขึ้นมาเป็นการพิเศษ ด้วยการสนับสนุนจากการไปรษณีย์ไทย-สวิส และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระราชดำรัสภาษาอังกฤษของในหลวงรัชกาลที่ 9 “… I know that between us, the Thai and the Swiss, nothing is unattainable …” ลงพิมพ์บนบัตรภาพนั้นด้วย

นอกจากนั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ และเทศบาลเมืองโลซานยังได้ร่วมมือกันสร้างศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติขึ้นที่สวนสาธารณะเดอน็องตูอันลือชื่อ ซึ่งเป็นศาลาทรงจตุรมุขที่ได้รับการออกแบบโดยอดีตอธิบดีกรมศิลปากร พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น บรมครูด้านสถาปัตยกรรมไทยและศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2539 และได้อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ขึ้นประดิษฐานบนหน้าจั่วของศาลา ภายในศาลาจารึกข้อความ “รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยได้จัดสร้างศาลาไทยหลังนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 75 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสมาพันธรัฐสวิส ในปีพุทธศักราช 2549”

สวนดังกล่าวนี้ ครอบครัวเจ้าของบริษัทยาซานดอสได้บริจาคพื้นที่ของตนให้ใช้เป็นสวนสาธารณะประจำเมืองโลซาน ตั้งอยู่ติดและหันหน้าไปทางทะเลสาบเลอม็องอันสวยงาม กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จฯ ในพิธีเปิดศาลาไทยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552 และทรงพระอักษรว่า ศาลาเฉลิมพระเกียรตินี้ “เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่ยาวนานและยั่งยืน”

ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นรากแก้วที่สำคัญยิ่งและเป็นตัวกำหนดทิศทางของผลประโยชน์ไทย – สวิตเซอร์แลนด์ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เมื่อเกือบสองร้อยปีมาแล้วที่นาย Conrad Blumer จากหมู่บ้าน Schwanden เดินทางมาเปิดตลาดสิ่งทอในภูมิภาค บัดนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2563) มูลค่าการค้าระหว่างกันเติบโตขึ้นเป็นเกือบหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 ของไทย จาก 195 ประเทศทั่วโลก ในกลุ่มประเทศยุโรป สวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้าใหญ่อันดับหนึ่ง ทางด้านการลงทุน มีบริษัทสวิสจำนวนมากเข้ามาทำธุรกิจในไทย อาทิ Diethelm-Keller, ETA, ABB, Nestle, UBS, Credit Suisse, Novartis และ Roche เป็นต้น รวมมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,430 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่บริษัทไทยหลายบริษัทก็เข้าไปทำธุรกิจในสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ คอสโม เอสซีจี เคมิคอลส์ และล่าสุดกลุ่มเซ็นทรัลได้เข้าไปร่วมทุนดำเนินกิจการของ Globus ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ด้วย

ในมิติความสัมพันธ์ทางสังคม การจะสามารถวัดได้ถึงมิตรไมตรีระหว่างประเทศว่าจะยั่งยืนเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าภาคประชาชนของแต่ละประเทศรู้จักและมีความเข้าใจกันมากน้อยเท่าไหร่ ในปัจจุบัน ไทย-สวิตเซอร์แลนด์ได้สร้างโครงสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจและสังคมไว้ในหลายรูปแบบ ในสวิตเซอร์แลนด์มีวัดไทย 5 วัด วัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดศรีนครินทรวราราม ซึ่งเป็นสาขาของวัดเบญจมบพิตร ถือเป็นวัดหลักของไทยในสวิตเซอร์แลนด์ สถาปัตยกรรมนับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สวยสดงดงาม สร้างขึ้นเป็นวัดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ซึ่งแม้กระทั่งนักการเมืองสวิสจากพรรคขวาจัด ได้เคยปรารภว่า ทุกเช้าเมื่อเปิดหน้าต่างบ้านของตนและเห็นวัดไทยแล้ว จิตใจจะรู้สึกแจ่มใสสบายใจ นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารไทย สปา และนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ มากกว่าร้อยแห่ง มีสมาคมไทยที่ตั้งอยู่ในรัฐต่าง ๆ 17 สมาคม และเท่าที่ทราบมีคนไทยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์มากถึง 36,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมีครอบครัวกับชาวสวิส แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวสวิสเกือบสองแสนมาแสวงหาความเพลิดเพลินในไทย โดยไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดชาวสวิสอันดับสองรองจากอเมริกา นอกจากนี้ ด้านสังคม ยังปรากฏว่ามีชาวสวิสติดต่อขอรับอุปการะเด็กกำพร้าจากไทยเป็นบุตรบุญธรรมจำนวนหลายร้อยคนกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในรัฐที่พูดภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลี โดยที่เด็กกลุ่มนี้ รูปร่างหน้าตาคือคนไทย แต่จิตใจความคิดและสติปัญญาเป็นชาวสวิสเต็มตัว และมีความสามารถในการสื่อสารภาษาทางการของสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ก็ยังมีสายเลือดและความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทย นับได้ว่าเป็นเครือข่ายที่น่าสนใจสำหรับทั้งสองประเทศ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ให้ความสำคัญและจัดให้เด็กกลุ่มดังกล่าวและผู้ปกครองได้มาเยือนไทยอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การกำกับดูแลของสถานเอกอัครราชทูตฯ ซึ่งมีโครงการสนับสนุนและพบปะสังสรรค์กับเครือข่ายบุตรบุญธรรมไทย-สวิสเป็นระยะ ๆ

อ่านตอนต่อไป ….. คลิกที่นี่

****************

ประดาป พิบูลสงคราม
อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสมาพันธรัฐสวิส
(พ.ศ. 2547 – 2550)


One comment

Leave a Reply