5 ปีแห่งความประทับใจของอดีตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในโลซาน

Posted by

“ตลอดระยะเวลาที่ผมศึกษา ณ มหาวิทยาลัยโลซาน ผมได้รับความรัก ความเมตตาจากอาจารย์และเพื่อนร่วมงานทุกคนอย่างดีมาโดยตลอด ทำให้ผมซึมซับวิถีการทำงาน การดำเนินชีวิต ที่เต็มไปด้วยความสุขแบบคนสวิส และผมคิดเสมอว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของผม และเป็นบ้านที่สวยงามที่สุดในโลก”

ขอเท้าความในอดีต ผมมีความตั้งใจเป็นครูตั้งแต่เด็ก โดยความเป็นครูนั้นมันยิ่งใหญ่ในใจของผมเสมอมา ผมทำหน้าที่ครูที่ดี และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับศิษย์ทุกคน ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนในปี พ.ศ. 2558 ผมได้รับคัดเลือกจากรัฐบาลไทยให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้

มหาวิทยาลัยแรกที่ผมคิดที่จะเรียนคือ มหาวิทยาลัยโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยที่พระมหากษัตริย์ไทย ที่ผมและคนไทยทั้งประเทศรักและเคารพอย่างยิ่ง ถึง 2 พระองค์ ทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่และบุญกุศลที่ทำ นำพาให้ผมได้มีโอกาสเข้ารับการสัมภาษณ์เข้าเรียน ณ มหาวิทยาลัยโลซาน ในวันที่สัมภาษณ์คำถามแรกที่อาจารย์ถามผมคือ ในโลกนี้ มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก ทำไมเธอถึงเลือกที่จะมาเรียนที่นี่ ผมตอบอาจารย์โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย เพราะคำตอบออกมาจากหัวใจ ผมต้องการเรียนที่เดียวกับในหลวงของผม คือในหลวงรัชกาลที่ 9 (พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) อีกทั้งผมอยากนำความรู้ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ไปพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัย และประเทศชาติของผมครับ อาจารย์ตอบกลับมาด้วยความเมตตาตาว่า ทัศนคติเธอดีมาก ฉันขอรับเธอเข้าศึกษาต่อ โดยไม่มีการสัมภาษณ์อะไรอีกเลย เธอเตรียมตัวมาเรียนที่นี่ได้ ความรู้สึกของผมตอนนั้นดีใจจนพูดอะไรไม่ออก น้ำตาแห่งความสุขก็ไหลออกมาโดยกลั้นมันไว้ไม่ได้

ผมอาจจะโชคดีกว่าใครหลายๆคน ในวันแรกที่ผมมาถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผมประทับใจในไมตรีของคนที่นี่มาก ๆ รวมทั้งความเมตตาของอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ให้เพื่อนมารับผมที่สถานีรถไฟโลซาน เพื่อนพาผมไปยังที่พักที่อาจารย์ได้จัดหาไว้ให้ อีกทั้งอาจารย์ได้กรุณาจัดหาอุปกรณ์การดำรงชีพไว้ให้ทั้งหมด โดยที่ผมแทบไม่ต้องหาซื้ออะไรใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในห้องครัว อุปกรณ์ในห้องนอน ของกินของใช้  อาจารย์เป็นธุระจัดหาไว้ให้ศิษย์คนนี้ทั้งหมด และเป็นความประทับใจที่ศิษย์ไม่มีวันลืม และผมบอกกับอาจารย์เสมอว่า ถ้าผมมีลูกศิษย์ผมจะทำแบบที่อาจารย์ทำให้ผม

การเรียนในปีแรก ผมต้องปรับตัวอย่างมากในเรื่องของภาษา เรียนไม่รู้เรื่อง เพราะฟังไม่เข้าใจ จับใจความได้ประมาณ 20-30% เท่านั้น แต่อาจารย์ที่ปรึกษาก็ให้กำลังใจผมมาโดยตลอด เรียนจนครบ 1 ปีภาษาถึงดีขึ้นมาก สามารถเรียนรู้และเข้าใจหลักวิชาการต่าง ๆ เป็นอย่างมาก อาจารย์จะสอนผมเสมอว่า “ภาษาเป็นแค่เครื่องมือสื่อสารเท่านั้น เธอพูดในสิ่งที่เธออยากจะนำเสนอ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของสำเนียง เพราะมันเปลี่ยนกันได้ยาก และเธอไม่ได้เกิดในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ให้เธอมั่นใจในการพูดสำเนียงแบบเธอ” คำพูดนี้และกำลังใจจากอาจารย์เป็นแรงผลักดันที่สำคัญให้ผมเสมอ จนในปี พ.ศ. 2560 ผมได้รับรางวัล The Winner Best Poster Prize ในการประชุมวิชาการของสมาคมนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมของประเทศอังกฤษ (British Occupational Hygiene Society (BOHS) Conference)

หลังจากได้รางวัลนี้ มีคำพูดธรรมดาของอาจารย์ที่ปรึกษา ที่ทำให้ผมน้ำตาคลอ คือ “ฉันภูมิใจในตัวเธอ (I am proud of you)” ในระหว่างที่ศึกษาที่นี่ผมได้รับเชิญให้ไปนำเสนอผลงานทางด้านวิชาการทั้งหมดถึง 5 ครั้ง จากรางวัลและผลงานที่ผมได้รับ ทำให้ผมมั่นใจในการพูดและการใช้ภาษาอังกฤษของผมมากขึ้น

ในช่วงระยะเวลาที่ศึกษา ผมได้ร่วมกิจกรรมที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์นและสมาคมนักเรียนไทยในสมาพันธรัฐสวิสจัดขึ้นเป็นประจำ โดยกิจกรรมที่ผมประทับใจที่สุด 2 กิจกรรม ได้แก่ การเป็นคณะทำงานต้อนรับในการจัดการแสดงคอนเสิร์ตเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี พ.ศ. 2561 และปี พ.ศ. 2562 และในปี พ.ศ. 2562 ผมก็ได้รับเชิญให้เป็นล่ามแปลภาษาให้กับนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ในการแข่งขัน The 2019 Montreux Volley Masters

ตลอดระยะเวลาที่ผมศึกษา ณ มหาวิทยาลัยโลซาน ผมได้รับความรัก ความเมตตาจากอาจารย์และเพื่อนร่วมงานทุกคนอย่างดีมาโดยตลอด ทำให้ผมซึมซับวิถีการทำงาน การดำเนินชีวิต ที่เต็มไปด้วยความสุขแบบคนสวิส และผมคิดเสมอว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของผม และเป็นบ้านที่สวยงามที่สุดในโลก อีกทั้งมหาวิทยาลัยโลซานแห่งนี้ได้พัฒนาทักษะทางด้านวิชาการที่สำคัญอย่างยิ่งให้กับผม ผมสำเร็จศึกษาในระดับดีเยี่ยม (Excellent) ด้วยการตีพิมพ์ผลงานในวารสารชั้นนำทางวิชาการทั้งสิ้น 5 เรื่อง โดยมีดัชนีการอ้างอิง (impact factor) รวมเท่ากับ 20 ซึ่งถือว่าเป็นผลงานมีคุณภาพสูงมาก อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่องานทางด้านวิชาการและวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านความปลอดภัยนาโน

ศิษย์ได้ดีในวันนี้เพราะมีครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณครูในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ทั้ง 3 ท่านของผม ได้แก่ Private-docent Dr. Nancy B. Hopf, Asst. Prof. Dr. Michael Riediker และ Dr. Guillaume Suárez ที่หล่อหลอมถนอมกล่อมเกลา อบรมสั่งสอนศิษย์คนนี้ด้วยความรัก ความเมตตา ให้โอกาส และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับศิษย์ จนทำให้ศิษย์ประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีในวันนี้

สุดท้ายนี้ชีวิตผมเกิดมาเพื่อเป็นครู ครูก็ต้องสอนหนังสือ เพราะผมเชื่อเสมอว่า “ให้ความรู้เป็นทาน ได้ทานบารมีและเป็นวิถีแห่งการทำความดีที่ประเสริฐที่สุดวิธีหนึ่ง” ณ ตอนนี้ชีวิตดีมีทุกอย่างพร้อม สามารถดูแลพ่อแม่ให้สบายได้ภายใต้ความพอเพียง ชีวิตที่เหลือจะอุทิศเพื่อส่วนรวม เพื่อศิษย์ เพื่อมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาวิชาชีพ และพัฒนาประเทศชาติต่อไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ ตามแบบอย่างของพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ที่ผมใช้เป็นหลักคิดหลักชัยในการดำเนินชีวิตตลอดมา

**********************

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน ศึกษาระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยโลซาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 – 2563 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

Leave a Reply