บันทึกแห่งการเรียนรู้และความประทับใจในสวิตเซอร์แลนด์ของนายกสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์

Posted by

คอลัมน์ “Thai Stories in Switzerland : สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งการเรียนรู้” จะพาท่านไปพบกับคุณกอบลาภ วัฒนศิริโรจน์ โปษะกฤษณะ นายกสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเป็นนักเรียนไทยรุ่นแรก ๆ ที่ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในสวิตเซอร์แลนด์ โดยคุณกอบลาภได้ให้เกียรติมาเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนไทยในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อกว่า 50 ปีก่อน พร้อมทั้งสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตในดินแดนสวิตเซอร์แลนด์ให้พวกเราได้รับทราบกัน 

สถานศึกษาในสวิตเซอร์แลนด์

โรงเรียน Pensionnat Florissant, Lausanne Chamblandes (พ.ศ. 2507-2511) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 45-47 เขต Pully เมืองโลซาน โดยโรงเรียนอยู่ติดกับวิลล่าวัฒนา พระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในระหว่างที่พระองค์ยังประทับอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์

แรกรู้จักสมาพันธรัฐสวิส

เมื่อปี พ.ศ. 2507 ดิฉันจบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่ออายุ 17 ปี  ขณะนั้น คุณพ่อของดิฉันทำงานเป็นผู้แทนการค้า ประจำอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ส่งดิฉันไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ เป็นการเดินทางไปยุโรปคนเดียวเป็นครั้งแรก ความรู้สึกแรกเมื่อไปถึง คือ หนาวและกลัวมาก  

เมื่อไปถึงในตอนแรก  ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประจำชื่อ ชาโต มงชัวซี (Chateau Montchoisi) ที่เมือง มงเทรอซ์ (Montreux) ซึ่งตั้งอยู่ไกลมากและอยู่บนภูเขาสูง  เป็นโรงเรียนคริสต์ สมัยนั้นมีแม่ชีเป็นผู้ดูแล มีกฎระเบียบเข้มงวดมาก ตอนนั้นรู้สึกอึดอัด โดดเดี่ยวและคิดถึงบ้านมาก ด้วยความที่อายุยังไม่ครบ 18 ปี จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ต้องมีแม่ชีเป็นคนดูแล พาไปซื้อของหรือทำธุระส่วนตัวอื่น ๆ ซึ่งแถวนั้นการเดินทางค่อนข้างลำบาก ต้องลงจากภูเขา อากาศก็หนาวจัดและจะมีรถประจำทางผ่านมาเพียงชั่วโมงละคันเท่านั้น และทุก ๆ วันศุกร์ แม่ชีจะต้องไปเข้าโบสถ์กันทั้งหมด ทั้งโรงเรียนมีคนต่างศาสนาอยู่เพียง 6 คนเท่านั้น ดิฉันจึงต้องอยู่ในห้องคนเดียว โรงเรียนก็ใหญ่โต ดิฉันรู้สึกว่าบรรยากาศดูน่ากลัวและว้าเหว่มาก 

ในระยะเวลา 2 เดือนที่เรียนอยู่ที่นั่นได้ติดต่อส่งข่าวกลับมาที่บ้านเป็นระยะ ๆ ได้เล่าถึงความเป็นอยู่ให้ที่บ้านและคุณน้าที่เป็นพระสหายร่วมโรงเรียนราชินีและเป็นทันตแพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จหญิงฯ (สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์) ฟัง คุณน้าจึงได้กราบทูลเรื่องราวให้พระองค์ทรงทราบ เพราะเมื่อก่อนออกเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ ดิฉันได้เข้าเฝ้าถวายตัวและกราบทูลลาสมเด็จหญิงฯ หลังจากนั้น พระองค์ท่านก็ทรงพระเมตตาตรัสถามความเป็นอยู่ของดิฉันกับคุณน้ามาเป็นระยะ

เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่องราวจึงรับสั่งให้ดิฉันย้ายมาเรียนที่โรงเรียน Pensionnat Florissant, Lausanne Chamblandes ของพระสหายของพระองค์ชื่อว่า Madame Fabres โรงเรียนนี้เป็น Finishing School (เทียบเท่ากับโรงเรียนการเรือนชั้นสูงสำหรับสตรีในสมัยก่อน) ก็เรียนที่นั่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507-2511    

จริง ๆ แล้วโรงเรียนใหม่นี้ก็มีกฎระเบียบที่เคร่งครัดเหมือนกัน เพียงแต่นักเรียนน้อยกว่า ครูดูแลนักเรียนได้ทั่วถึงกว่า การเรียนที่โรงเรียนนี้ ดิฉันมุ่งเน้นในด้านทักษะภาษา 4 ภาษาได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส และภาษาสเปน เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะไปเรียนคณะอักษรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (Sorbonne University) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เพิ่มพูนความประทับใจในสวิตเซอร์แลนด์

การใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ทำให้ดิฉันได้รับการปลูกฝังนิสัยของคนสวิสที่มีความเป็นระเบียบ   รักความสะอาด มีความรับผิดชอบ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความซื่อตรงต่อหน้าที่ มีความเป็นผู้นำ และเป็นตัวของตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ความสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และการได้มาเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ช่วยสร้างประสบการณ์ชีวิตที่ดีให้กับดิฉันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสังคม ภาษา ความคิด ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นการเริ่มต้นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

สิ่งที่เรียนรู้จากการได้อยู่ในสวิตฯ  

สิ่งที่ดิฉันเรียนรู้ที่สำคัญและมีค่ามากที่สุด คือ เรื่อง “การตรงต่อเวลา” ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันยังได้นำมาปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 57  ปี ที่สวิตเซอร์แลนด์นั้น การรักษาเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เช่น ถ้าจะขึ้นรถไฟ เราไปช้าแค่ 5 วินาทีก็ตกรถไฟ ต้องรอขบวนถัดไป จะนัดใครก็ต้องมาก่อนเวลาเสมอ เป็นต้น ซึ่งการตรงต่อเวลานี้เป็นเรื่องสำคัญของคนทั่วยุโรป อเมริกา และหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก และเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมีระเบียบวินัยของตัวเรา การเคารพและให้เกียรติคนอื่นด้วย

ความประทับใจที่ตราตรึงใจมิรู้ลืม    

อีกหนึ่งความภูมิใจเมื่อตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ คือ การได้เข้าแข่งขันกีฬาขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ซึ่งดิฉันเป็น 1 ใน 6 คน ที่ได้เข้าไปร่วมแข่งขันกับอีกโรงเรียนหนึ่ง  แต่หลังจากนั้นก็ได้ประสบอุบัติเหตุตกม้า จึงจำเป็นต้องหยุดเล่นกีฬาชนิดนี้ไป

ในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมงชัวร์ซี (Montchoisi) เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มสมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) และสมเด็จหญิงฯ ทรงทราบเรื่องอุบัติเหตุ จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯ มาทรงเยี่ยมด้วยพระองค์เอง หลังจากนั้น ก็โปรดเกล้าฯ ให้คุณข้าหลวง ชื่อคุณสวาท ช่างเรียน มาเยี่ยมอยู่เป็นระยะ และอีกท่านหนึ่งที่ดิฉันจะลืมไปไม่ได้คือ คุณจินมณี ศรีไพศาล เพื่อนรุ่นพี่ที่มาคอยเยี่ยมเยียนและดูแลดิฉันอยู่ไม่ขาด

เมื่อดิฉันหายดีแล้ว ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ รับสั่งอนุญาตให้ดิฉันไปเข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักอาวอง โพส เมืองโลซาน (Avant-Poste Lausanne) อยู่เสมอ โดยในช่วงระหว่างที่ดิฉันเรียน อยู่นั้น มีนักเรียนไทยอยู่ประมาณ 30 คน กระจายอยู่ทั่วสวิตเซอร์แลนด์ แต่มีเพียง 15 คนรวมถึงดิฉันที่อาศัยอยู่ในเมืองโลซานและละแวกใกล้เคียง ทั้ง 15 คนนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จย่าและสมเด็จหญิงฯ ที่ทรงมีพระเมตตาพระราชทานเลี้ยงอาหารไทยอยู่หลายครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้นดิฉันยังได้มีโอกาสตามเสด็จประพาสตามชนบทของสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งสองพระองค์  โปรดทอดพระเนตรธรรมชาติทิวทัศน์อันงดงาม ทรงพระดำเนินในทุ่งหญ้า ทรงปีนตามก้อนหิน ทรงเก็บดอกไม้ป่า ใบไม้รูปทรงแปลก ๆ มาทับให้แห้งเพื่อทำบัตรอวยพรหรือที่คั่นหนังสือพระราชทานผู้ใกล้ชิด ได้เห็นว่า ทุกพระองค์ทรงมีพระจริยวัตรที่เรียบง่ายเหมือนสามัญชน เหมือนชาวสวิสธรรมดา ๆ ทั่วไป

การที่ดิฉันมีโอกาสได้ถวายงานอย่างใกล้ชิดและตามเสด็จสมเด็จย่าและสมเด็จหญิงฯ ไปยังที่ต่าง ๆ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ทุกเรื่องที่พระองค์ท่านเคยมีพระเมตตาทรงสอน ดิฉันยังจำได้และถือปฏิบัติอยู่จนทุกวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความถูกต้อง การเห็นคุณค่าของการทำงาน และการช่วยเหลือสังคมและผู้ด้อยโอกาสเมื่อเรามีโอกาส   และนี่เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญที่ทำให้ดิฉันมีความตั้งใจในการทำงานให้สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ฯ ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการส่งเสริมโอกาสด้านการศึกษาของเยาวชนที่ด้อยโอกาส และการระดมทุนเพื่อจัดหาเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลในท้องถิ่นทุรกันดารซึ่งเป็นการสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และเป็นส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนที่ขาดแคลนหรือมีโอกาสน้อยกว่าพวกเรา ให้ได้มีโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

**********************

กอบลาภ วัฒนศิริโรจน์ โปษะกฤษณะ
นายกสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ประวัติคุณกอบลาภ วัฒนศิริโรจน์ โปษะกฤษณะ
– นายกสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2552)
– ประธานกรรมการบริษัท กลุ่มในเครือบริษัท U.T.C. Holding Thailand Company Limited
– กรรมการฝ่ายหารายได้ สภากาชาดไทย
– ประธานกรรมการบริษัท PAT Luxury Company Limited และอื่นๆ

Leave a Reply